ข่าวภาษาไทย thaingo040560-9

Published on May 4th, 2017 | by webmaster thaingo

0

การรุกคืบของอุตสาหกรรมอ้อยในภาคอีสาน

ยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี (พ.ศ.2558-2569) เพิ่มพื้นที่ปลูก 6 ล้านไร่ ภายในปี 2569

 

โรงงานน้ำตาลในภาคอีสาน จาก 20 โรงงาน เป็น 30 โรงงานและอาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น

 

เกษตรแปลงใหญ่อ้อย ผู้รับผิดชอบโครงการ คือ หอการค้าไทยและกลุ่มมิตรผล กลุ่มเป้าหมายชาวไร่อ้อย

อ.เมืองอำนาจเจริญ อ.เสนานิคม อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ครอบคลุมพื้นที่ 6 พันไร่

 

ขอนแก่น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub)

 

3 ปีพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น 621,027 ไร่พื้นที่ปลูกข้าวลดลง 2.51 ล้านไร่

 

 

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เป็นรูปแบบของเกษตรพันธสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศไทย  ด้วยเป็นการผลิตที่มีข้อผูกพันระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ โดยมี พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล พ.ศ.2527 ควบคุมการกำหนดราคารับซื้ออ้อยที่เปลี่ยนมาเป็นระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ จากการขายในประเทศร้อยละ 33 และ ส่งออกขายต่างประเทศ  ร้อยละ 67

สัดส่วนของรายได้จะแยกเป็นส่วนของเกษตรกรชาวไร่อ้อยร้อยละ 70 และ โรงงานน้ำตาลร้อยละ 30 โดยราคาน้ำตาลทรายที่นำมาใช้คิดคำนวณเป็นรายได้กับเกษตรกรอิงจากราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกเป็นหลัก

 

เปิดฉากยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี

 

ในช่วงปี 2556 – 2557เศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้ราคาส่งออกน้ำตาลทรายลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556 ในทางกลับกันรัฐบาลได้ประกาศนโยบาย“เกษตรโซนนิ่ง” สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล การแปรรูปสินค้าเกษตรที่เป็นอาหารและพลังงาน โดยผ่อนปรนกฎระเบียบในการจัดตั้งโรงงานผลิตอาหาร โรงงานน้ำตาล และโรงงานเอทานอล ส่งเสริมการปลูกอ้อยโรงงานแทนการปลูกข้าวในพื้นที่นาดอน

กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.)ได้จัดทำ แผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี (พ.ศ.2558-2569)

เป้าหมายของแผนการผลิตอ้อยโรงงาน คือ

เพิ่มพื้นที่ปลูก 5.54ล้านไร่ จาก 10.53 ล้านไร่ ในปี 2558 เป็น 16.07 ล้านไร่ ในปี 2569

เพิ่มผลผลิตอ้อยโรงงาน 74.04 ล้านตันจาก 105.96 ล้านตัน ในปี 2558 เป็น 180 ล้านตัน ในปี 2569

เพิ่มผลผลิตน้ำตาล 9.02 ล้านต้นจาก 11.34ล้านตันในปี 2558 เป็น 20.36 ล้านตัน ในปี 2569

เพิ่มการผลิตเอทานอล2.88 ล้านลิตร/วันจาก 2.5 ล้านลิตร/วัน ในปี 2558 เป็น5.38 ล้านลิตร/วัน ในปี 2569

เพิ่มการผลิตไฟฟ้า 2,458 MWจาก 1,542MWในปี 2558 เป็น4,000MW ในปี 2569

ภายใน 5 ปีเพิ่มผลิตภาพอ้อยและน้ำตาลทรายโดยระบบเกษตรแปลงใหญ่ใช้เครื่องจักรกลแก้ปัญหาอ้อยไฟไหม้เป็นศูนย์ สร้างผลิตภัณฑ์น้ำตาลมูลค่าสูงนำผลพลอยได้และของเสียไปเป็นผลิตภัณฑ์

ส่งเสริมการผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น พลาสติกชีวภาพ ผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ ขยายการผลิตเอทานอล และผลักดันให้มีการกำหนดนโยบายส่งเสริมการใช้เอทานอลของประเทศ

ปรับปรุงกฎหมาย พรบ. อ้อยและน้ำตาลทราย และกฎหมายระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ส่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกร่างยุทธศาสตร์ “สินค้าเกษตร 4 สินค้า” ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม อ้อยโรงงานและน้ำตาลทราย และ“ประกาศเขตเหมาะสมในการปลูกอ้อยโรงงาน” ใน 48 จังหวัด ภาคเหนือ 11 จังหวัด ภาคอีสาน 20 จังหวัด ภาคกลาง 11 จังหวัด ภาคตะวันออก 6 จังหวัด

โครงการนำร่องที่เกิดขึ้นเป็นการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรให้สอดคล้องกับที่ตั้งของโรงงานน้ำตาล มีกลไกในการประกันราคารับซื้อจากรัฐบาลเป็นเครื่องมือจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ

19 ก.พ. 2558 มติคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ(กรอ.) เห็นชอบร่างแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย10 ปี ในการประชุม ครั้งที่ 1/2558 จากนั้น คสช. มีคำสั่งที่ 116/2557 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธาน

จากนั้น พล.อ.ฉัตรชัย ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ 8 คน ประกอบด้วย นายอิสระ ว่องกุศลกิจ จากกลุ่มน้ำตาล, นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี จากกลุ่มเอทานอล, นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล และนายบุญธรรม อร่ามศิริวัฒน์ จากกลุ่มอาหารสัตว์, นางสุรีย์ ยอดประจง จากกลุ่มมันสำปะหลัง, นายบุญมี วัฒนเรืองรอง นางวิวรรณบุญยประทีปรัตน์ จากกลุ่มปาล์มน้ำมัน และนายอัสนี มาลัมพุช จากกลุ่มน้ำมันพืช

17 ส.ค. 2558 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการให้ตั้งหรือขยายโรงงานน้ำตาลในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2558โดยนิยามจากเดิม คำว่า “ตั้งโรงงานน้ำตาล”หมายความว่า ตั้งโรงงานน้ำตาลขึ้นใหม่เท่านั้น แต่ประกาศกระทรวงในครั้งนี้ให้หมายความรวมถึง “การขยายโรงงาน” และ “การย้ายโรงงานน้ำตาล” ไปตั้งยังพื้นที่อื่นได้ด้วย

หนึ่งเดือนหลังจากนั้น สอน. เปิดให้ผู้ประกอบการทั้งเก่าและใหม่ยื่นขอใบอนุญาตตั้ง ย้าย หรือขยายโรงงานน้ำตาล มีผู้ประกอบการยื่นคำขอ 30 คำขอ

 

ประเดิมโรงงานอ้อยแห่งใหม่ 12 โรงงาน

10 โรงงาน ครอบคลุมพื้นที่ปลูกอ้อยในอีสาน 8 จังหวัด

 

3 ธ.ค. 2558 ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง “คณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”และเสนอ ครม.อนุมัติ วันที่ 15 ธ.ค. 2558 โดยคณะทำงานด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ หัวหน้าทีมภาครัฐ คือ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าทีมภาคเอกชน คือ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ บจก.น้ำตาลมิตรผล

แผนการดำเนินงานของคณะทำงาน ในระยะ 6 เดือน คือ ดำเนินการรวมกลุ่มการผลิตการเกษตรให้เป็นระบบแปลงใหญ่แบบเกษตรสมัยใหม่ ตามนโยบายพัฒนาสหกรณ์การเกษตรประชารัฐ

ต้นปี 2559 สอน.ออกใบอนุญาตตั้งโรงงานหรือให้ย้ายโรงงานน้ำตาล จำนวน 6 แห่ง โดยแต่ละโรงงานมีกำลังการผลิตแห่งละ 2 หมื่นตันต่อวัน กำลังหีบอ้อย 14.4 ล้านตันอ้อยต่อปี ใช้เงินลงทุนรวมกันประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย โรงงานน้ำตาลมิตรผล จ.ชัยภูมิ, โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จ.อำนาจเจริญ, โรงงานน้ำตาลมิตร จ.ร้อยเอ็ด, โรงงานน้ำตาลบ้านโป่ง จ.ร้อยเอ็ด, โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์และโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลปราณบุรี จ.เพชรบุรี

ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 7-9 ม.ค. 2559

ต่อมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศ เรื่อง การให้ตั้งโรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ.2559 เมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2559สาระสำคัญ คือ การกำหนดหลักเกณฑ์การตั้งโรงงานผลิตเอทานอล โรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ และโรงงานผลิตกรดต่าง ๆ ที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบโดยตรงในการผลิต และกำหนดระยะห่างการตั้งหรือขยายโรงงานน้ำตาล ไม่น้อยกว่า 50 กิโลเมตร (จากเดิม 80 กิโลเมตร) กรณีที่ระยะห่างน้อยกว่า 50กิโลเมตร โรงงานที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบที่จะขอตั้งนั้นต้องใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบในปริมาณไม่เกินกำลังการผลิต 300 ตันต่อวัน

จากนั้น สอน.อนุมัติใบอนุญาตตั้งโรงงานน้ำตาลเพิ่มขึ้นอีก 6 แห่ง ได้แก่ โรงงานน้ำตาลครบุรี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กำลังผลิต 2 หมื่นตันต่อวัน, โรงงานน้ำตาลสุรินทร์ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ กำลังผลิต 2 หมื่นตันต่อวัน, โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ อ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ กำลังผลิต 2 หมื่นตันต่อวัน, โรงงานน้ำตาลมิตรผล อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น กำลังผลิต 2 หมื่นตันต่อวัน, โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลบ้านไร่ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี กำลังผลิต 2.8 หมื่นตันต่อวัน และ บริษัท เรโนไทย อินตัสทรี้ จำกัด อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว กำลังผลิต 1.5 หมื่นตันต่อวันรวมกำลังผลิตโรงงาน 6 แห่ง1.23 แสนตันต่อวัน ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,129 วันที่ 7 – 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รวมแล้วในช่วงเวลาเดือนเศษ มีการอนุมัติใบอนุญาตตั้งโรงงานน้ำตาลใหม่ 12 แห่ง กำลังผลิตรวม2.43 แสนตันต่อวันหรือประมาณ 29.16 ล้านตันต่อปี ก่อให้เกิดเงินลงทุนราว 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งโรงงาน 10 แห่งในจำนวนนี้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคอีสาน 8 จังหวัด

 

เกษตรแปลงใหญ่แก้ไขกฎหมาย ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ จ.ขอนแก่น

 

มติ ครม.วันที่ 5 ก.ค.2559และ 11 ต.ค. 2559ครม.เห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมบูรณาการการดำเนินการกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ และ เห็นชอบ แผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ พ.ศ. 2559-2564

แผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบเริ่มขับเคลื่อนโดยการแก้กฎหมายอย่างน้อย 5 ฉบับ อาทิ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527, พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535, พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. 2518 ดังเช่น

ข้อจำกัดของการผลิตเอทานอลที่จะต้องทำจากกากน้ำตาลเท่านั้นใน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล พ.ศ.2527 จะต้องแก้ไข

การประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ตาม มาตรา 32 เรื่องการกำหนดพื้นที่ให้ตั้งหรือไม่ให้ตั้งโรงงานน้ำตาล โรงงานเอทานอลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องและการนำกากของเสียจากโรงงานน้ำตาลกลับมาใช้ประโยชน์ในไร่อ้อย

EIA ฉบับมาตรฐาน ตามมาตรา 46 สำหรับโรงงานน้ำตาล เอทานอล รองรับการผลิตแบบ “เกษตรอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ”

การแก้ไข พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ. 2518 จากปัญหากรณี โรงงานน้ำตาล 14 แห่ง แบ่งเป็นโรงงานน้ำตาลขอตั้งใหม่ 6 แห่ง และโรงงานน้ำตาลเก่าขอขยาย 8 แห่ง รวมถึงโรงงานเอทานอลที่ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงอุตสาหกรรมแล้วแต่ไม่สามารถก่อสร้างได้เพราะที่ดินที่เตรียมจะตั้งโรงงานทั้งหมดอยู่ในพื้นที่สีเขียวและสีเขียวคาดขาวเพื่อให้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลโรงงานเอทานอลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ เช่น การผลิตไฟฟ้า ไบโอแก๊ส โรงงานปุ๋ย ฯลฯ สามารถตั้งโรงงานในพื้นที่ปลูกอ้อยได้

ทั้งนี้ ในช่วงเวลานั้นมีผู้ประกอบการยื่นคำขอตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่และเข้าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 15 โรง อนุมัติขยายโรงงานเก่าแล้ว 14 โรง รวมเป็น 29 โรง รวมกับโรงงานเก่าที่ได้รับความเห็นชอบให้ตั้ง หรือย้าย หรือขยายโรงงานน้ำตาลตามมติ ครม. และได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.3) ก่อนวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ไว้แล้ว 2 โรง และยังไม่ได้ยื่นขอ รง.3 อีก 4 โรง รวมเป็นโรงงานที่ได้สิทธิ์ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม 6 โรง หากรวมทั้งหมดจะมีโรงงานที่ได้รับอนุมัติ 34 โรง

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 8 พ.ค. 2559

ส่วนผู้ประกอบการที่ต้องการจะลงทุนประกอบกิจการพลังงานทดแทน ใน 44 จังหวัด ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดผังเมืองรวมจังหวัด ตามแผนพลังงานของกระทรวงพลังงานสามารถก่อสร้างกิจการพลังงานได้ตามคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559

เป้าหมายของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในครั้งนี้นอกจากจะเปิดให้โรงงานน้ำตาลสามารถขยายฐานการผลิตได้โดยไม่มีข้อจำกัดอีกทั้งยังเป็นการเปิดให้มีการตั้งโรงงานประเภทอื่นที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบ แต่ไม่ได้ประกอบกิจการโรงงานน้ำตาล เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงงานผลิตเอทานอล โรงงานผลิตพลาสติกและเคมีภัณฑ์ชีวภาพ โรงงานผลิตกรดต่างๆ ที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบโดยตรงในการผลิต รวมถึง การกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้สามารถใช้เอทานอลเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่ใช่สุราและเชื้อเพลิงได้โดยไม่มีอุปสรรคทางกฎหมาย

ส่วน การปล่อยราคาอ้อย-น้ำตาลให้เป็นไปตามกลไกตลาดโลกในฤดูผลิตปี 2560/61 นี้รวมถึง การยกเลิกระบบโควต้าน้ำตาลในประเทศ ยกเลิกการกำหนดราคาน้ำตาลทรายในประเทศ และยกเลิกมาตรการให้เงินช่วยเหลือค่าอ้อยแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย คาดว่าจะส่งผลต่อเกษตรกรในอุตสาหกรรมอ้อย 3 แสนครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูกรวม 11 ล้านไร่

ในขณะที่ผู้ประกอบการสามารถลดความเสี่ยงของธุรกิจน้ำตาลซึ่งมีความผันผวนตามราคาตลาดโลก และเดินหน้าต่อได้กับอุตสาหกรรมชีวภาพหรือธุรกิจการขายไฟฟ้า

การขับเคลื่อนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบเดินหน้าต่อไป

22 พ.ย. 2559 ครม. อนุมัติโครงการสินเชื่อเกษตรแปลงใหญ่ผ่านวงเงินสินเชื่อ ธ.ก.ส. 2 หมื่นล้านบาท กลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตรจำนวน 2,000 แปลง

ภายใต้โครงการนี้ กลุ่มภาคเอกชนได้สรุป“โครงการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่” เสนอไปยังกรมส่งเสริมการเกษตร41 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30 จังหวัด ตัวอย่างโครงการ เช่น “โครงการสานพลังประชารัฐ เกษตรแปลงใหญ่อ้อย” ผู้รับผิดชอบโครงการ คือ หอการค้าไทยและกลุ่มมิตรผล มีกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรชาวไร่อ้อย อ.เมืองอำนาจเจริญ อ.เสนานิคม อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ครอบคลุมพื้นที่ 6 พันไร่ เพิ่มผลผลิตอ้อยเป็น 12 ตันต่อไร่ ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 5 – 8 มิถุนายน 2559

ต้นปีที่ผ่านมา ภาครัฐ เอกชน 13 ราย และสถาบันการศึกษาและการวิจัย รวม 23 หน่วยงาน ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ความร่วมมือเพื่อการขับเคลื่อนการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทย ตามนโยบายประชารัฐ สู่การพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2560

หลังจากลงนามในเอ็มโอยูจะเป็นการศึกษาในรายละเอียดรูปแบบการลงทุน เจาะลึกในแต่ละโครงการ โดยเบื้องต้นคณะทำงานเสนอให้ประกาศพื้นที่ในจังหวัดขอนแก่น 1,000 ไร่ บริเวณ อ.บ้านไผ่ เป็นพื้นที่นำร่อง ประกาศเป็น“เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเกษตร” เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) เนื่องจากมีความพร้อมด้านพื้นที่ปลูกอ้อย แหล่งน้ำ แรงงาน เครือข่ายสถาบันการศึกษาในพื้นที่ และระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน

การลงทุนโครงการต่างๆ จะให้พื้นที่นี้ดำเนินการในรูปแบบระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ที่มีพ.ร.บ.จัดตั้งเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกขึ้นมารองรับ เพื่อให้เกิดความสะดวกในระเบียบเงื่อนไขในการลงทุน

กรอบการลงทุนเบื้องต้น 5 กลุ่ม ในช่วงระยะเวลา 10 ปี เงินทุนประมาณ 4 แสนล้านบาท ได้แก่

– กลุ่มเอทานอล จากการใช้อ้อยและมันสำปะหลัง เป้าหมายผลิต 2,506 ล้านลิตรต่อปี ผู้ลงทุน เช่น ปตท. และกลุ่มมิตรผล

– กลุ่มโรงงานชีวมวลจากชานอ้อย เป้าหมายจะผลิตไฟฟ้า 1,800MW การนำกากมันมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพแล้วนำไปผลิตไฟฟ้า 336-500MW ผู้ลงทุน ปตท.และกลุ่มมิตรผล

– กลุ่มไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ผู้ลงทุน กลุ่มมิตรผล ไทยวา ชลเจริญ เอี่ยมเฮง สงวนวงศ์ และปตท.

– กลุ่มไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ ผู้ลงทุน กลุ่มมิตรผลและพีทีทีจีซี

– กลุ่มแป้งและน้ำตาล, กลุ่มอุตสาหกรรมยาชีววัตถุและวัคซีนขั้นสูง

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทยจะเริ่มต้นในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกได้ทันทีที่จังหวัดระยอง และ Roadmap วางไว้จะขยายมายังภาคอีสาน

 

อ้อย อุตสาหกรรมเปลี่ยนอีสาน

 

ข้อมูลล่าสุดจาก สอน. (1 พ.ย. 2559)มีผู้ประกอบการขออนุญาตตั้งโรงงานน้ำตาลใหม่ 37 ราย และได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงงานแล้ว 14 โรงงาน ส่วนผู้ประกอบการเดิมได้ขอขยายกำลังการผลิต 18 ราย ได้รับอนุญาตแล้ว 16 โรงงาน

การขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำตาลในรอบนี้คาดว่าจะมีวงเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท มีพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นประมาณ 5.18 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้น 58 ล้านตัน และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 10,000 ราย และจะมีการจ้างงานทางอ้อมอีกจำนวนมากในปี 2562

นอกจากนี้ สอน. ยังมีโครงการสินเชื่อเงินกู้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยจากโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร 3 ปี (2559 – 2561) ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อย วงเงินปีละ 500 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็นเงิน 1,500 ล้านบาทและสินเชื่อเงินกู้ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร วงเงินปีละ 2,500 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็นเงิน 7,500 ล้านบาท

 

นาข้าวลดลง หนี้สินเพิ่มขึ้น

 

ภาพรวมในปี 2558-2559 ประเทศไทยมีโรงงานน้ำตาล 50 โรงงาน  พื้นที่ปลูกอ้อยโรงงานทั่วประเทศ 6 ล้านไร่เกษตรกรชาวไร่อ้อย 317,704 ครอบครัว

ในภาคอีสานอ้อยเป็นพืชไร่เศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งที่รัฐบาลให้การส่งเสริมมานานไม่น้อยกว่า 30 ปี ในปี 2558 อีสานมีโรงงานน้ำตาล 20 โรงงานมีพื้นที่ปลูกอ้อยโรงงาน4.4 ล้านไร่ หรือ 45%  จากพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมดในประเทศ และปัจจุบันมีโรงงานเพิ่งได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้นอีก 10 โรงงาน รวมแล้วเป็น 30 โรงงาน ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ปลูกอ้อยในภาคอีสานประมาณ 6 ล้านไร่

ทั้งนี้ ในจำนวนโรงงานใหม่ที่อยู่ระหว่างขออนุญาต 23 โรงงานและโรงงานที่ขอขยายกำลังการผลิตอีก 2 โรงงานรวมถึงโรงงานที่จะมีการขออนุญาตเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าตั้งอยู่ในจังหวัดใด

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนพื้นที่ทางการเกษตรของภาคอีสาน 37.43 ล้านไร่ ภายใน 3 ปี มานี้เกิดความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจนจากจำนวนพื้นที่นาข้าวที่ลดลงซึ่งสวนทางกับพื้นที่ปลูกอ้อยโรงงานที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ไร่ 2556 2557 2558
พื้นที่เก็บเกี่ยวอ้อยโรงงาน 3,780,963 4,242,197 4,401,990
พื้นที่ปลูกข้าวนาปี 37,066,629 37,030,335 35,805,990
พื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 2,266,838 1,180,436 1,013,250

ที่มา สถิติการเกษตรของประเทศไทย พ.ศ. 2558 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

 

จากตารางจะเห็นได้ว่า ภายใน 3 ปีที่ผ่านมาพื้นที่เก็บเกี่ยวอ้อยโรงงาน เพิ่มขึ้น 621,027 ไร่พื้นที่ปลูกข้าวนาปีลดลง 1.26 ล้านไร่พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังลดลง 1.25 ล้านไร่รวมแล้วพื้นที่ปลูกข้าวลดลง 2.51 ล้านไร่

หากพิจารณาจากเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปีที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยโรงงานอีก5.54 ล้านไร่ภายในปี 2569 และการเพิ่มโรงงานน้ำตาลอีก 10 แห่ง ในภาคอีสานไปเมื่อเร็วๆ นี้ ก็สามารถคำนวณอย่างหยาบได้ว่า นาข้าวในภาคอีสานจะลดลงอีกไม่น้อยกว่า 2.2ล้านไร่

อีกทั้ง การทําไร่อ้อยซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยวจัดอยู่ในระบบการเกษตรที่ใช้สารเคมีอันตรายอย่างเข้มข้นตลอดจนการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ในระยะยาวแล้วก็อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อวิถีชีวิตและสุขภาพของเกษตรกร การเสื่อมโทรมของดิน น้ำ อากาศ ความมั่นคงทางอาหาร และระบบนิเวศโดยรวมของพื้นที่

ด้าน ข้อผูกพันระหว่างเกษตรกรกับโรงงานน้ำตาลที่เกี่ยวพันกับกระบวนการผลิตอ้อยอย่างครบวงจรเนื่องจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลจัดอยู่ในรูปแบบของเกษตรพันธสัญญาโดยโรงงานน้ำตาลต้องอาศัยเกษตรกรในบทบาทของเจ้าของที่ดินและผู้ผลิตอ้อย ในขณะเดียวกันเกษตรกรจําเป็นต้องพึ่งพาโรงงานในฐานะตลาดรับซื้อผลผลิตอีกทั้งเกษตรกรแทบไม่สามารถพึ่งพาตัวเองในแทบทุกขั้นตอนการผลิตส่วนใหญ่จึงยืมเงินสินเชื่อจากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อพันธุ์อ้อยปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและวัชพืช การเช่ารถไถหรือเครื่องจักรการจ้างแรงงาน การขนส่ง โรงงานจะบันทึกสินเชื่อต่างๆ ของเกษตรกรไว้เป็นหลักฐาน และหักบัญชีหนี้สินทั้งหมดออกจากปริมาณอ้อยที่ส่งให้โรงงาน

ในขณะที่เกษตรกรมีต้นทุนในการปลูกอ้อย 1,222 บาทต่อตันซึ่งสูงกว่าราคารับซื้ออ้อยของโรงงานในรอบ 10 ปีที่จะอยู่ประมาณ 600-1,000 บาทต่อตัน เมื่อขายอ้อยขาดทุนหรือแทบไม่ได้อะไรรายได้ไม่เพียงพอที่จะใช้ชำระหนี้ให้โรงงาน สุดท้ายชาวไร่อ้อยจำนวนมากต้องสูญเสียที่ดินที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้ หรือถูกโรงงานน้ำตาลฟ้องร้อง

ที่มา (ร่าง) ข้อเสนอแนะการปฏิรูปอ้อย คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ สภาปฏิรูปแห่งชาติ

ยิ่งเมื่อพิจารณานโยบายที่ผ่านๆ มาจากการให้สินเชื่อเงินกู้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยของรัฐบาล ตัวอย่างจากโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร 3 ปี (2559 – 2561) ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 9,000 ล้านบาทก็เหมือนกับการเพิ่มหนี้ให้เกษตรกรขึ้นไปอีกอย่างไม่มีทางจะหลุดพ้น

 

โรงงานน้ำตาลในภาคอีสาน 20 โรงงาน โรงงานน้ำตาลที่ได้รับอนุญาตในปี 2559
1 โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

2 โรงงานสหเรือง จ.มุกดาหาร

3 โรงงานน้ำตาลเกษตรผล จ.อุดรธานี

4 โรงงานน้ำตาลทรายขาวเริ่มอุดม จ.อุดรธานี

5 โรงงานน้ำตาลกุมภวาปี จ.อุดรธานี

6 โรงงานน้ำตาลไทยกาญจนบุรี (อุดรธานี) จ.อุดรธานี

7 โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลอีสาน จ.กาฬสินธุ์

8 โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์

9 โรงงานน้ำตาลขอนแก่น จ.ขอนแก่น

10 โรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จ.ขอนแก่น

11 โรงงานรวมเกษตรกรอุตสาหกรรมจ.ชัยภูมิ

12 โรงงานน้ำตาลระยอง (ชัยภูมิ) จ.ชัยภูมิ

13 โรงงานอุตสาหกรรมโคราช จ.นครราชสีมา

14 โรงงานอุตสาหกรรมอ่างเวียน (ราชสีมา) จ.นครราชสีมา

15 โรงงานน้ำตาลครบุรี จ.นครราชสีมา

16 โรงงานน้ำตาลวังขนาย จ.มหาสารคาม

17 โรงงานน้ำตาลสุรินทร์ จ.สุรินทร์

18 โรงงานน้ำตาลเอราวัณ จ.หนองบัวลำภู

19 โรงงานน้ำตาลขอนแก่น (วังสะพุง) จ.เลย

20 โรงงานรวมเกษตรกรอุตสาหกรรม (มิตรภูหลวง) จ.เลย

1 โรงงานน้ำตาลมิตรผล จ.ชัยภูมิ

2 โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จ.อำนาจเจริญ

3 โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จ.ร้อยเอ็ด

4 โรงงานน้ำตาลบ้านโป่ง จ.ร้อยเอ็ด

5 โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

6 โรงงานน้ำตาลครบุรี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

7 โรงงานน้ำตาลสุรินทร์ อ.สังขะ จ.สุรินทร์

8 โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ อ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์

9 โรงงานน้ำตาลมิตรผล อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

10 โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลบ้านไร่ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

 

 

 

 

 

ต้นทุนที่แท้จริง กับความเสี่ยงของที่ดินจะหลุดมือ

 

สรุปข้อมูลจากแบบสอบถาม57 ครัวเรือน

โครงการการตรวจสอบคุณภาพดิน แหล่งน้ำ และแหล่งผลิตอาหารต.โนนสะอาด อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น

 

จากในอดีตประชาชนในตำบลโนนสะอาดเป็นชาวนาปลูกข้าว ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกปอ ใช้ชีวิตเรียบง่ายหาอยู่หากินพึ่งพิงทรัพยากรตามธรรมชาติ ก่อนจะกลายมาเป็นเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่มีความหวังว่าชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวจะดีขึ้น

การเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมสู่ระบบเศรษฐกิจในรูปแบบพืชเชิงเดี่ยวดำเนินมาในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 15  ปี ด้วยการปลูกอ้อยโรงงานเพื่อขายกับโรงงานน้ำตาลในพื้นที่ ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งก็ค่อยๆ ปรากฏตัวจนเด่นชัด

กุ้งหอยปูปลา สัตว์น้ำต่างๆ พืชผักพื้นบ้าน อาหารตามฤดูกาลของธรรมชาติในท้องถิ่นค่อยลดจำนวนลงจนกลายเป็นของหายาก นี่คือข้อสังเกตที่ประชาชนส่วนใหญ่ในตำบลโนนสะอาดตระหนักถึง

ข้อมูลจากแบบสอบถามจาก 57 ครัวเรือน 4 หมู่บ้าน ในตำบล พบว่า มี 6 ครอบครัว เคยมีอาการแพ้หรือมีอาการป่วยจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตรเช่นมีอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน ในฤดูน้ำหลากหลังลงน้ำในนาเกิดผดผื่นคันและกลายเป็นแผลพุพองเรื้อรัง

11 ครอบครัว เคยพบความผิดปกติในพื้นที่ที่คิดว่าเกิดจากผลกระทบจากสารเคมีเช่น ข้าวในนาเหลืองตาย และปลาในบ่อลอยตาย หลังจากมีน้ำหลากเข้ามาในนาหรือในบ่อ นาในที่ลุ่มหรือพื้นที่ปลายน้ำบางแปลงไม่สามารถปลูกข้าวได้ หรือปลูกข้าวแล้วไม่เติบโต

และ ประชาชนในตำบลต้องเข้าโครงการของสาธารณะสุขเพื่อได้การรับการตรวจเลือดเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารเคมีในเลือด โดย 18 ครอบครัว เคยได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาการปนเปื้อนจากสารเคมี ทั้งนี้ ประชาชน 36 ครัวเรือนคิดว่า ดิน น้ำ อาหาร ผลผลิตทางการเกษตรเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

แม้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญที่คาดว่าเป็นผลจากการใช้สารเคมีในการเกษตรในปริมาณมากขึ้นแต่ก็ยังขาดข้อมูลเชิงวิชาการในระดับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพของทรัพยากรดิน แหล่งน้ำ และแหล่งผลิตอาหาร ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีหรือวัตถุอันตรายทางการเกษตรซึ่งอาจเกิดการปนเปื้อนของสารเคมีในดิน แหล่งน้ำบาดาล และแหล่งน้ำอุปโภคและบริโภค

ในด้านเศรษฐกิจที่มองว่าการปลูกอ้อยโรงงานจะสร้างรายได้มั่นคงให้กับเกษตรกรในพื้นที่เนื่องจากมีแหล่งรับซื้อผลผลิตที่ชัดเจนมีสัญญารับประกันระหว่างเกษตรกรกับโรงงานน้ำตาลอย่างไรก็ตามเกษตรกรชาวไร่อ้อยในตำบลยังคงจัดสรรที่ดินไว้ปลูกข้าวสำหรับบริโภคในครัวเรือนโดย 53 ครัวเรือน มีจำนวนที่ดินเกษตรกรรมรวม825.3ไร่มี 23 ครัวเรือน ที่ทำไร่อ้อยและทำนาพื้นที่ 507.2 ไร่ และ 28 ครัวเรือน ทำนาอย่างเดียวพื้นที่ 304.1ไร่

เปรียบเทียบรายได้เฉลี่ยจากการทำเกษตรต่อปีโดยไม่รวมข้าวที่เก็บไว้บริโภคในครัวเรือน

ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าวมีรายได้ 801,600 บาทครัวเรือนที่ทำนาข้าวมีรายได้ต่อปี 794,400 บาทแต่หากคำนวณเงินคงเหลือเฉลี่ยต่อปีหลังจากหักต้นทุนค่าสารเคมีและปุ๋ย  ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าวจะเหลือรายได้ 197,580 บาท ครัวเรือนที่ทำนาข้าวจะเหลือรายได้506,610บาท

เฉลี่ยผลผลิตบนที่ดินต่อไร่ต่อปี ผลผลิตบนที่ดินของครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าวเท่ากับ 389.5บาทต่อไร่ต่อปีผลผลิตบนที่ดินของครัวเรือนที่ทำนาข้าว เท่ากับ 1,666บาทต่อไร่ต่อปี

ส่วนข้อมูลหนี้สินของครัวเรือน  40 ครัวเรือนมีหนี้สินรวม 7,568,000 บาท ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าว 18 ครัวเรือน มีหนี้ 3,868,000 บาทและ ครัวเรือนที่ทำนาข้าว 20 ครัวเรือน มีหนี้ 3,282,000บาท

21 ครัวเรือนโฉนดที่ดินติดจำนองรวม 331.3 ไร่แบ่งเป็น ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าว12 ครัวเรือน มีโฉนดที่ดินติดจำนอง 233.7 ไร่ และครัวเรือนที่ทำนาข้าว7 ครัวเรือน มีโฉนดที่ดินติดจำนอง 63 ไร่

สรุปแล้วจาก 53 ครัวเรือน มีที่ดินเกษตรกรรมรวม825.3ไร่เป็นโฉนดที่ดินติดจำนองจำนวน 331.3 ไร่

แม้ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและปลูกข้าวจะมีรายได้จากการเกษตรเฉลี่ยมากกว่าครัวเรือนที่ทำนาข้าวอย่างเดียว แต่หากหักต้นทุนค่าสารเคมีและปุ๋ยออก ครัวเรือนที่ทำนาจะมีรายได้จากการเกษตรคงเหลือมากกว่า 4 เท่า

และถึงแม้ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและปลูกข้าวกับครัวเรือนที่ทำนาอย่างเดียวจะมีหนี้สินเป็นเงินไม่ต่างกันมากนัก แต่ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและปลูกข้าวกลับมีโฉนดที่ดินติดจำนองมากกว่าเกือบ 4 เท่า และเป็นจำนวนที่ดิน 1 ใน3 จากที่ดินทั้งหมด 53 ครัวเรือน

 

คำนวณรายได้-รายจ่ายของครัวเรือน
ปลูกอ้อยและข้าว ปลูกข้าว รวม
รายได้จากการเกษตร 801,600 794,400 1,596,000
รายได้นอกการเกษตร 876,000 1,410,000 2,286,000
รวมรายได้ 1,677,600 2,204,400 3,882,000
รายจ่ายทั้งครัวเรือน 1,454,400 2,121,600 3,576,000
เงินคงเหลือ/ปี 223,200 82,800 306,000
เงินคงเหลือ/เดือน 18,600 6,900 25,500

 

 

คำนวณรายได้-รายจ่ายการทำเกษตร
ปลูกอ้อยและข้าว ปลูกข้าว รวม
รายได้เกษตร 801,600 794,400 1,596,000
รายจ่ายสารเคมี 156,230 82,050 238,280
รายจ่ายปุ๋ย 447,790 205,740 653,530
รวมรายจ่ายค่าสารเคมีและปุ๋ย 604,020 287,790 891,810
เงินคงเหลือ/ปี 197,580 506,610 704,190
เงินคงเหลือ/เดือน 16,465 42,217.5 58,682.5
ที่ดินเพาะปลูก/ไร่ 507.2 304.1 811.3
เฉลี่ยผลผลิตบนที่ดิน/ไร่/ปี/บาท 389.5 1,666 2,055.4

 

  หนี้สินและที่ดินติดจำนอง

 

ปลูกอ้อยและข้าว

ปลูกข้าว รวม
ครัวเรือนมีหนี้สิน/ครัวเรือน 18 20 38
จำนวนหนี้สิน/บาท 3,868,000 3,282,000 7,150,000
ครัวเรือนที่มีโฉนดที่ดินติดจำนอง/ครัวเรือน 12 7 19
จำนวนที่ดินที่ติดจำนอง/ไร่ 233.7 63 296.7

 

 

สรุปข้อมูลแบบสอบถาม

ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 57 ครัวเรือนหมู่ที่ 11, 1, 2, 7ต.โนนสะอาดอ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น

 

57 ครัวเรือนมีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนทั้งหมด 298คน

48 ครัวเรือน มีจำนวนแรงงานในภาคการเกษตร 132คน เฉลี่ยแรงงาน 1 ราย ทำเกษตรกรรมพื้นที่ 6.25 ไร่

53 ครัวเรือน มีจำนวนที่ดินเกษตรกรรม825.3 ไร่แบ่งเป็น

– 23 ครัวเรือน ทำไร่อ้อยและทำนาพื้นที่ 507.2 ไร่ แบ่งเป็นไร่อ้อย 298.6 ไร่ นาข้าว 208.6 ไร่

– 28 ครัวเรือน ปลูกข้าวอย่างเดียวพื้นที่ 304.1 ไร่

54 ครัวเรือน ซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปีละ242,280บาทแบ่งเป็น

– 21 ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าว ซื้อสารเคมีฯ ปีละ156,230 บาท

– 30ครัวเรือนที่ทำนาข้าว ซื้อสารเคมีฯ ปีละ82,050 บาท

55 ครัวเรือน ซื้อปุ๋ยปีละ648,530บาทแบ่งเป็น

– 23ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าวซื้อปุ๋ยปีละ447,790 บาท

– 31 ครัวเรือนที่ทำนาข้าว ใช้เงินซื้อปุ๋ยปีละ205,740 บาท

20 ครัวเรือน มีรายได้จากการเกษตรต่อปี  1,644,000 บาทแบ่งเป็น

– 11ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าว มีรายได้จากการเกษตรต่อปี801,600 บาท

– 8ครัวเรือนที่ทำนาข้าวมีรายได้จากการเกษตรต่อปี 794,400 บาท

30 ครัวเรือน มีรายได้นอกการเกษตรต่อปี 2,286,000 บาท

– 12ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าว มีรายได้นอกการเกษตรต่อปี 876,000 บาท

– 18ครัวเรือนที่ทำนาข้าวมีรายได้นอกการเกษตรต่อปี 1,410,000บาท

37 ครัวเรือน มีรายจ่ายของครัวเรือนต่อปี 3,936,000 บาทแบ่งเป็น

– 15ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าว มีรายจ่าย 1,454,400 บาท

– 20ครัวเรือนที่ทำนาข้าว มีรายจ่าย 2,121,600บาท

40 ครอบครัวมีหนี้สิน 7,568,000 บาท

– 18ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าว มีหนี้ 3,868,000 บาท

– 20ครัวเรือนที่ทำนาข้าว มีหนี้ 3,282,000บาท

21 ครัวเรือนโฉนดที่ดินติดจำนองรวม 331.3 ไร่แบ่งเป็น

– 12ครัวเรือนที่ทำไร่อ้อยและนาข้าว 233.7 ไร่

– 7ครัวเรือนที่ทำนาข้าว 63 ไร่

6 ครอบครัว เคยมีอาการแพ้หรือมีอาการป่วยจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร

11 ครอบครัว เคยพบความผิดปกติในพื้นที่ที่คิดว่าเกิดจากผลกระทบจากสารเคมี

18 ครอบครัว เคยได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาการปนเปื้อนจากสารเคมี

36 ครัวเรือนคิดว่าดิน น้ำ อาหาร ผลผลิตทางการเกษตรเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 

 

Views All Time
Views All Time
89
Views Today
Views Today
1


About the Author



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Back to Top ↑