กรณี เหมืองทอง เลย thaingo051156-2

Published on November 5th, 2013 | by admin

0

เหมืองทองคำจังหวัดเลยในตลาดหุ้น ความขัดแย้งของผลประโยชน์ต้นเหตุความทุกข์ยากของประชาชน

ชื่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบ: เหมืองทองเลย

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์
31 ตุลาคม 2556

“บริษัทผมเป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นสลับซับซ้อนมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ของไทย ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริงของบริษัท”

คำกล่าวตอนหนึ่งของบัณฑิต แสงเสรีธรรม กรรมการบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) (“ทุ่งคาฮาเบอร์”) และกรรมการผู้จัดการบริษัท ทุ่งคำ จำกัด (“ทุ่งคำ”) ที่กล่าวถึงสถานภาพของทุ่งคาฮาเบอร์ต่อผู้เข้าร่วมสัมมนา ในงานสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น เรื่อง “ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจากปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม : ศึกษากรณีจังหวัดเลย เหมืองทองคำ” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

หลังหมดยุคของพลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ ที่ก้าวเข้ามาเป็นกรรมการและกรรมการบริหารทุ่งคาฮาเบอร์ และกรรมการผู้จัดการทุ่งคำ ในช่วงระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 ถึง 31 สิงหาคม 2552(อ้างอิง 1 ) ก็ยากจะหาใครในสองบริษัทดังกล่าวที่มีบทบาทโดดเด่นเทียบเท่า เหตุสำคัญก็เพราะช่วงที่พลเอกกิตติศักดิ์ดำรงตำแหน่งสามารถทำกำไรให้กับทุ่งคำถึง 111.8 ล้านบาท จนเป็นเหตุให้ทุ่งคาฮาเบอร์ซึ่งเป็นบริษัทแม่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาได้ จากเดิมที่ประสบผลขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

กำไรของทุ่งคำที่ตกทอดมาถึงทุ่งคาฮาเบอร์นั้นต้องถือว่าเป็นปีแรกและปีเดียวของทุ่งคำที่สร้างกำไร ก่อนหน้าการเข้ามาและหลังจากการออกไปของพลเอกกิตติศักดิ์ทุ่งคำเผชิญภาวะขาดทุนมาโดยตลอด จนส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงทุ่งคาฮาเบอร์ในปัจจุบันที่ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2556 อันมีเหตุมาจากบริษัท สินธนาโฮลดิ้งส์ จำกัด กับบริษัท ซิโนแพ็ค ดีเวลอปเม้นต์ (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นฟ้องให้ตกเป็นผู้ล้มละลาย ซึ่งศาลได้รับคำร้องและกำหนดนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 27 มกราคม 2557 ปีหน้า

รวมทั้งภาวะรุมเร้าจากหนี้สินก้อนอื่น และการขาดสภาพคล่องทางการเงินในการดำเนินกิจการ โดยเฉพาะหนี้สินของธนาคารดอยซ์แบงก์จากการกู้เงินก้อนที่สอง 35 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2551 (ก่อนหน้านี้เคยกู้ดอยซ์แบงก์ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2549) ซึ่งยังเป็นคดีความต่อกัน โดยมีสัญญาชำระหนี้ด้วยทองคำเป็นเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2552 – 2555 โดยทุ่งคำเห็นว่าเป็นสัญญาเงินกู้ที่ไม่เป็นธรรมเพราะบังคับให้ชำระเงินกู้ด้วยทองคำที่ผลิตได้ในราคาที่กำหนดตายตัว ซึ่งต่ำกว่าราคาในตลาด และในปริมาณที่มากกว่าพึงชำระทั้งเงินต้นรวมดอกเบี้ยในแต่ละเดือนได้ ถึงแม้ว่าอนุญาโตตุลาการจะให้ดอยซ์แบงก์ชนะคดีเมื่อเดือนเมษายน 2556 โดยให้ทุ่งคำชำระเงินกู้ส่วนที่เหลือคืนพร้อมดอกเบี้ย และค่าปรับการยกเลิกสัญญาส่งมอบทองคำพร้อมดอกเบี้ย แต่ก็ไม่สามารถบังคับคดีได้เพราะทุ่งคำยื่นฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเอาไว้เพราะเห็นว่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันศาลทรัพย์สินฯยังไม่ตัดสินคดี

ในขณะที่กระบวนการฟื้นฟูกิจการกำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้า ทุ่งคาฮาเบอร์ก็กำลังจะได้ดาวดวงใหม่ที่น่าจะโดดเด่นเทียบเท่า หรืออาจจะโดดเด่นกว่าพลเอกกิตติศักดิ์เสียอีก

แผนกรกฎ : ความเข้าใจต่อเวที พับลิค สโคปปิง ของผู้การเสือ และใครอยู่เบื้องหลัง ?

หลังปฏิบัติการตามแผนกรกฎครั้งที่สอง ของกองกำลังตำรวจซึ่งเป็นกำลังหลัก ผสมพนักงานทุ่งคำเป็นบางส่วน จำนวนรวมกัน 700 คน เพื่อปิดกั้นประชาชนที่เห็นต่างในนามกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดไม่ให้เข้าร่วมเวทีพับลิก สโคปปิ้ง เพื่อจัดทำรายงาน EHIA ประกอบการขอประทานบัตรแปลงที่ 76/2539 ต.นาโป่ง อ.เมือง จ.เลย เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2556 (ครั้งแรกใช้กองกำลังตำรวจเป็นกองกำลังหลัก ผสมทหาร อาสารักษาดินแดน และพนักงานทุ่งคำเป็นบางส่วน จำนวนรวมกัน 1,000 คน เพื่อสกัดกั้นประชาชนที่เห็นต่างในนามกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดไม่ให้เข้าร่วมเวทีพับลิก สโคปปิง เพื่อจัดทำรายงาน EHIA ประกอบการขอประทานบัตรแปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2555) มีคำถามหนึ่งที่คนในพื้นที่จังหวัดเลยใคร่รู้อย่างมากว่า “เหตุใด ‘ผู้การเสือ’ หรือ พล.ต.ต.ศักดา วงศ์ศิริยานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ใช้แผนกรกฎปิดกั้นประชาชนไม่ให้เข้าร่วมเวทีพับลิก สโคปปิง ถึงสองครั้งสองครา ?”

ทั้ง ๆ ที่ การใช้แผนกรกฎปิดกั้นประชาชนไม่ให้เข้าร่วมเวทีดังกล่าวในครั้งแรกน่าจะได้รับบทเรียนมากพออยู่แล้วถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสม ที่นำกองกำลังตำรวจไปปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเช่นนั้น ดังที่คณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีความเห็นในเชิงว่ากล่าวตักเตือนต่อหน้าผู้การเสือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้อง ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ เมื่อครั้งที่คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวเรียกหน่วยงานราชการระดับปฏิบัติการในพื้นที่และระดับนโยบายจากส่วนกลาง และทุ่งคำ รวมทั้งราษฎรกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด เข้ามาตรวจสอบเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

จนถึงขั้นที่ผู้การเสือยังแสดงอาการสำนึกดีบางอย่างต่อที่ประชุมในวันนั้นด้วยว่า การกระทำของตนทำให้คนในพื้นที่เกลียดชังตนเองมากขึ้น จากที่คิดอยู่เสมอมาว่าตนเป็นที่รักใคร่ของคนในพื้นที่ หากต่อไปจะทำอะไรจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้น เพราะเป็นเรื่องเปราะบางของสังคม

โดยผู้การเสือกับปลัดจังหวัดเลยยังยอมรับต่อหน้าคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวอีกด้วยว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังผสมที่ร่วมปฏิบัติการตามแผนกรกฎ ที่ปิดกั้นประชาชนไม่ให้เข้าร่วมเวทีดังกล่าวในครั้งแรก ทุ่งคำเป็นผู้รับผิดชอบจัดหามาให้

คำตอบต่อคำถามดังกล่าวก็เริ่มกระจ่างชัดขึ้น เมื่อเข้าไปค้นรายชื่อคณะกรรมการทุ่งคาฮาเบอร์ชุดปัจจุบัน ปรากฏว่ามีชื่อของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการอิสระและประธานกรรมการตรวจสอบร่วมอยู่ด้วย

จึงไม่เป็นที่สงสัยอีกต่อไปว่าทำไมผู้การเสือถึงยอมให้คนในพื้นที่เกลียดชังตนเองมากยิ่งขึ้น จากการเป็นผู้วางแผนและบัญชาการตามแผนกรกฎเพื่อปิดกั้นประชาชนไม่ให้เข้าร่วมในเวทีพับลิก สโคปปิง ในครั้งที่สอง ด้วยตนเอง

ปิคนิคแก๊ส ละครแห่งความขัดแย้ง

ในช่วงระยะเวลา 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ข่าวหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือข่าวปมขัดแย้งคดีโอนหุ้น 101 ล้านบาท ของบริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด (“แอสเซ็ท”) ที่เชื่อมโยงไปยังบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“ปิคนิค”) และกลุ่มบริษัท เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) จำกัด (“เวิลด์แก๊ส”)

ภายใต้การนำของนายสุริยา ลาภวิสุทธิสิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ช่วงเวลาสั้น ๆ 4 เดือน ระหว่างวันที่ 11 มีนาคม – 6 กรกฎาคม 2548 ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเข้าซื้อกิจการหุ้นขนาดเล็กหลายกิจการที่อยู่ในกลุ่มฟื้นฟูกิจการหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 โดยปิคนิคเป็นหนึ่งในนั้น แล้วสร้างราคาชี้นำโยกกันไปมาระหว่างกลุ่มก๊วนเดียวกัน ผ่านอุบายสร้างข่าวคราวการเพิ่มทุนหลายรอบอย่างครึกโครม เพื่อหลอกล่อนักลงทุนประเภทแมลงเม่าเข้าไปเป็นเหยื่อ จนทำกำไรหลายพันล้านบาท แต่ในท้ายที่สุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กลับตรวจพบความผิดปกติของงบการเงินปี 2547 ของปิคนิคช่วงเดือนมีนาคม 2548 ที่กลายเป็นว่าก่อหนี้ไว้หลายพันล้านบาท จนต้องมีการเข้าแผนฟื้นฟูปรับปรุงโครงสร้างหนี้

โดยนายสุริยาเป็นผู้มีอำนาจควบคุมการดำเนินกิจการของปิคนิคอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของเวิลด์แก๊สซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจแก๊สเช่นเดียวกัน อีกทอดหนึ่งด้วย

แต่ธุรกิจแก๊สซึ่งเป็นธุรกิจพลังงานสายหนึ่งยังคงเป็นขาขึ้น ปิคนิคและเวิลด์แก๊สจึงยังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนอยู่เสมอ

เรื่องราวต่อจากนั้นเริ่มมาจากความขัดแย้งระหว่างนางวิมลรัตน์ กุลดิลก หรือเลิศเสาวภาคย์ ภรรยาของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยดำรงตำแหน่งทั้งสองในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม 2554 – มิถุนายน 2556 กับ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตำแหน่งปัจจุบันเป็น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) เพื่อแย่งชิงหุ้นในแอสเซ็ทร้อยละ 51 มูลค่า 101 ล้านบาท (“หุ้นพิพาท”) ของนายสุริยา

เนื่องจากในขณะที่เกิดเหตุวุ่นวายกับปิคนิค นายสุริยาได้ซื้อหุ้นของแอสเซ็ทมาดำเนินกิจการ จนในที่สุดแอสเซ็ทได้เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในเวิลด์แก๊สแทนปิคนิค

ความขัดแย้งนี้ได้ทำให้นางวิมลรัตน์ยื่นฟ้องนายสุริยา พล.ต.ท.สมยศ กับพวกรวมสิบคน เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553 เพื่อขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นพิพาทที่ พล.ต.ท.สมยศ ได้รับไป เนื่องจากว่าหุ้นจำนวนดังกล่าวนายสุริยาได้โอนให้กับนางวิมลรัตน์ก่อนแล้ว

จากคำให้การของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ต่อศาลแพ่ง ระบุว่าในช่วงปี 2549 ต่อเนื่องปี 2551 นายสุริยา และปิคนิค เกิดปัญหาทางการเงินและมีหนี้สินมากจนต้องมีการเข้าแผนฟื้นฟูปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จึงต้องมาขอยืมเงินนางวิมลรัตน์เพื่อนำไปใช้จ่ายในธุรกิจส่วนตัวมาโดยตลอด จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2551 นายสุริยามีหนี้สินคงค้างชำระกับนางวิมลรัตน์ประมาณ 232 ล้านบาท ซึ่ง พล.ต.ท.ชัจจ์ และนางวิมลรัตน์ได้ติดตามทวงถามให้นายสุริยาชำระหนี้มาโดยตลอด จึงได้เจรจาชำระหนี้กันโดยตกลงจะนำหุ้นพิพาทมาชำระหนี้แก่นางวิมลรัตน์ ซึ่งหุ้นดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของนายสุริยาแต่ให้ตัวแทนถือหุ้นไว้แทน

แต่การถือหุ้นพิพาทของนายสุริยาก็ไม่ตรงไปตรงมา โดยให้นายธรรมนูญ ทองลือ เป็นตัวแทนถือหุ้นไว้แทน ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนผู้ถือหุ้นบริษัทว่าเป็นผู้ถือหุ้น(อ้างอิง 2) และนายสุริยาได้ให้นายธรรมนูญทำหนังสือโอนหุ้นจำนวนดังกล่าวให้นายสุวิทย์ สัจจวิทย์ ตัวแทนอีกคนหนึ่ง โดยทำเป็นหนังสือการโอนหุ้นลงลายมือชื่อนายธรรมนูญ ผู้โอน นายสุวิทย์ ผู้รับโอน มีนายสมบัติ สร้อยเงิน และนายสุริยาลงลายมือเป็นพยาน มีนายโดนัล เอียน แม็คเบน ลงลายมือชื่อฐานะนายทะเบียนบริษัท ลงนามรับทราบการโอน ปรากฏตามใบโอนหุ้นฉบับวันที่ 10 ตุลาคม 2551

ดังนั้น หุ้นพิพาท หมายเลขที่ 00000001 – 10199600 จำนวน 10,199,600 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เป็นเงินประมาณ 101 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 51 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของแอสเซ็ท ที่นายสุริยานำมาชำระหนี้บางส่วนแก่นางวิมลรัตน์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 จึงเป็นหุ้นในชื่อของนายสุวิทย์ที่รับโอนมาจากนายธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง

หลังจากนายสุริยาชำระหนี้บางส่วนด้วยการโอนหุ้นพิพาทในชื่อของนายธรรมนูญและนายสุวิทย์ที่ตกทอดการเป็นผู้ถือหุ้นแทนมาตามลำดับให้กับนางวิมลรัตน์แล้ว ในเดือนธันวาคม 2551 นายสุริยาก็หลบหนีหายตัวไปอยู่ต่างประเทศ ไม่สามารถติดต่อได้

ทางด้าน พล.ต.ท. สมยศ ก็เป็นเจ้าหนี้อีกคนหนึ่งของนายสุริยา ทราบดีว่าทรัพย์สินของนายสุริยาที่ยังเหลืออยู่เพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่ตนเองได้ คือหุ้นพิพาทซึ่งเป็นหุ้นจำนวนเดียวกันที่นางวิมลรัตน์ได้รับโอนเพื่อชำระหนี้บางส่วนจากนายสุริยาไปแล้ว

ในระหว่างนั้น เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2552 ก.ล.ต. ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินผู้ที่ถูกกล่าวโทษกรณีทุจริต ยักยอกเงินและทรัพย์สินปิคนิค โดยมีผู้เกี่ยวข้องคือแอสเซท นายธรรมนูญ และนายทนงศักดิ์ ศรีทองคำ เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวโทษและถูกอายัดทรัพย์

การเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของนายสุริยาที่ติดหนี้ไว้กับนางวิมลรัตน์และ พล.ต.ท.สมยศ ได้มีขึ้นหลายครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2552 และครอบครัวของนางวิมลรัตน์ได้ยืนยันให้ พล.ต.ท.สมยศ ทราบว่า ได้รับโอนหุ้นพิพาทของนายสุริยาที่ให้นายธรรมนูญซึ่งเป็นตัวแทนถือหุ้นไว้แทน มาถือครองไว้หมดแล้ว โดยมีหนังสือการโอนหุ้นลงลายมือชื่อพยานถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังไม่สามารถไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นได้เพราะนายธรรมนูญ ถูก ก.ล.ต. มีคำสั่งอายัดทรัพย์สิน

แต่ในระหว่างที่มีการเจรจาตกลงกันนั้น นายพิศาล พุ่มพันธุ์ม่วง ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทแอสเซท ได้ร่วมมือกับนายทนงศักดิ์ ซึ่งเป็นกรรมการของแอสเซทอยู่ก่อนแล้ว ร่วมกันลงลายมือชื่อในเอกสาร แบบ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ว่าขอเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นในส่วนที่เป็นหุ้นของนายธรรมนูญ ทั้งหมดมาเป็นชื่อ พล.ต.ท.สมยศ เป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 โดยอ้างกับนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่า พล.ต.ท.สมยศ ได้รับโอนหุ้นมาจากนายธรรมนูญ และลงทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2552 แล้ว

ซึ่งหุ้นพิพาทที่มีชื่อ พล.ต.ท.สมยศ ดังกล่าวนั้น เป็นหุ้นจำนวนเดียวกับที่นางวิมลรัตน์ได้รับโอนมาจากนายสุริยาที่ให้นายธรรมนูญและนายสุวิทย์ถือครองไว้แทนมาโดยลำดับ

จึงเป็นเหตุให้ พล.ต.ท.ชัจจ์ และนางวิมลรัตน์เชื่อว่าสัญญาโอนหุ้นระหว่างนายธรรมนูญกับ พล.ต.ท.สมยศ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552 นั้น มิได้ทำขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม 2552 จริง แต่เป็นเอกสารที่น่าจะทำขึ้นภายหลัง โดยลงวันที่ย้อนหลังเป็นวันที่ 11 มีนาคม 2552 ก่อนวันที่ 13 มีนาคม 2552 อันเป็นวันที่ ก.ล.ต. มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของนายธรรมนูญ เพื่อให้บุคคลเข้าใจว่าได้มีการซื้อขายโอนหุ้นกันก่อนมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินนายธรรมนูญ

หลังจากนางวิมลรัตน์ยื่นฟ้องนายสุริยา พล.ต.ท.สมยศ กับพวกรวม 10 คน เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2553 การเอาคืนก็เริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 พล.ต.ท.สมยศ ได้ยื่นเรื่องต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ตอนรับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ปี 2551 กรณีไม่แจ้งว่ามีกู้ให้ยืมนายสุริยา จำนวน 232 ล้านบาท ว่า เข้าข่ายจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน

ตามมาด้วยอีก 2 คดีอาญา หลังจากที่ พล.ต.ท.สมยศ ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของแอสเซ็ท ก็ได้ร่วมกับนายธรรมนูญยื่นฟ้องนางวิมลรัตน์กับพวกในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม คดีแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2554 แอสเซ็ทโดยนายพิศาลและนายสง่า รัตนชาติชูชัย กรรมการผู้มีอำนาจ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวิมลรัตน์และพวกในข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม โดยโจทย์กล่าวหาว่าสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของแอสเซ็ทตามใบโอนหุ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2551 ที่นายธรรมนูญโอนหุ้นพิพาทที่ถือหุ้นไว้แทนนายสุริยามาให้แก่นายสุวิทย์เพื่อนำมาชำระหนี้แก่นางวิมลรัตน์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 เป็นเอกสารเท็จ ส่วนเอกสารการโอนหุ้นพิพาทที่แท้จริงเกิดขึ้นต่อจากนั้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552 ซึ่งนายธรรมนูญที่เป็นเจ้าของหุ้นพิพาทตัวจริงได้โอนหุ้นดังกล่าวให้แก่ พล.ต.ท.สมยศ

คดีที่สองเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2554 นายธรรมนูญได้ยื่นฟ้องนางวิมลรัตน์และนายสุวิทย์ ในข้อหาปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอมเช่นเดียวกันกับคดีแรก โดยแก้ต่างว่านายธรรมนูญไม่เคยทำใบโอนหุ้นพิพาทเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2551 ให้นายสุวิทย์ และไม่เคยได้รับเงินค่าหุ้นพิพาทจากนายสุวิทย์ ดังนั้น ใบโอนหุ้นพิพาทที่นำมาชำระหนี้แก่นางวิมลรัตน์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 เป็นความเท็จ

ดูเหมือนว่าแก่นของความขัดแย้งของผลประโยชน์คือการรักษาสถานภาพการต่อรองผลประโยชน์เอาไว้ ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้ชนะกันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่เพื่อเอาไว้ต่อรองผลประโยชน์กันต่อไป ภายใต้ซากปรักหักพังและความชำรุดทรุดโทรมของชีวิตใครก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเส้นทางเดินของความขัดแย้งของผลประโยชน์ เป็นเรื่องนอกเหนือความสนใจของคนที่ร่วมสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งของผลประโยชน์ขึ้นมา

มีสองเหตุการณ์ที่เป็นการรักษาสถานภาพการต่อรองผลประโยชน์เอาไว้ นั่นคือ

เหตุการณ์แรก – ก่อนที่นายธรรมนูญจะยื่นฟ้องคดีสองเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2554 ต่อนางวิมลรัตน์และนายสุวิทย์นั้น ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2554 ให้นางวิมลรัตน์ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทดังกล่าว

เหตุการณ์ที่สอง – ระหว่างที่ พล.ต.ท.สมยศ และพวกยื่นอุทธรณ์คดีที่ศาลแพ่งพิพากษาให้นางวิมลรัตน์ได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นพิพาทนั้น สำนักงานอัยการพิเศษได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2556 แจ้งคำสั่งไม่ฟ้อง พล.ต.ท.สมยศ และนายธรรมนูญกับพวก ตามที่นางวิมลรัตน์ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญา พล.ต.ท.สมยศ และนายธรรมนูญกับพวก ต่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา

ตามคำสั่งไม่ฟ้องของสำนักงานอัยการพิเศษโดยสรุปก็คือ พล.ต.ท.สมยศ ได้หุ้นพิพาทของแอสเซ็ทมาจากนายธรรมนูญโดยถูกต้อง จึงฟังไม่ได้ว่า พล.ต.ท.สมยศ และนายธรรมนูญกับพวกร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร

ความขัดแย้งของผลประโยชน์ ปิดตำนานอื้อฉาวของปิคนิคแก๊ส

ไม่ว่าความขัดแย้งของผลประโยชน์ระหว่างนางวิมลรัตน์ และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กับ พล.ต.ท.สมยศ และพวกยังดำรงอยู่ เพราะคดีความต่าง ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างฟ้องกันยังไม่สิ้นสุด ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นตำแหน่งในปัจจุบัน ได้เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของแอสเซ็ทเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแอสเซ็ทเองก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของเวิลด์แก๊สอีกทอดหนึ่งด้วย

ผลของความขัดแย้งของผลประโยชน์ในกรณีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 เห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการปิคนิคของเวิลด์แก๊ส ที่ก่อนหน้าเกิดวิกฤติการณ์ความวุ่นวายกับปิคนิคเคยเป็นบริษัทลูกของปิคนิคมาก่อน แต่ตอนนี้เวิลด์แก๊สได้ย้อนกลับมาเข้ายึดกิจการของปิคนิคอย่างเบ็ดเสร็จ โดยควักจ่ายเงินเพิ่มทุนให้ปิคนิค 1,700 ล้านบาท เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่เพียงพอให้ปิคนิคนำไปชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ถือเป็นการปิดตำนานอื้อฉาวมากว่า 5 ปี ของปิคนิคอย่างสวยหรูเพื่อรอวันกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นใหม่อีกครั้ง

เชื้อร้ายกำลังลุกลามมาที่ทุ่งคาฮาเบอร์และทุ่งคำ

รูปแบบการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในปิคนิคและเวิลด์แก๊ส (ดูรูปแบบการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นเพื่อล้างวิกฤติการณ์ของปิคนิคในตลาดหุ้นไทย ช่วงปี 2548 – 2556 ท้ายบทความ) โดยดึงแอสเซ็ทเข้ามาเพื่อยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของปิคนิคไปแอสเซ็ท เพื่อให้แอสเซ็ทเข้ามาถือหุ้นใหญ่ของเวิลด์แก๊สแทนปิคนิค แล้วท้ายที่สุดก็ให้เวิลด์แก๊สย้อนกลับไปถือหุ้นปิคนิคเพื่อล้างมลทินเรื่องอื้อฉาวที่ปิคนิคก่อขึ้นมาให้หมดสิ้น โดยมีตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องมากหน้าหลายตา ถึงแม้ไม่อาจชี้ชัดลงไปได้ว่ามันเป็นละครหรือเกมตบตากรรมการ/องค์กรที่กำกับกติกา แมลงเม่าซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย สื่อมวลชน รวมทั้งสาธารณชนที่เฝ้าดูติดตามข่าวสารในช่องทางต่าง ๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทำให้นายสุริยาหลุดลอดไปจากความผิดและความรับผิดชอบที่ตนเองได้ก่อไว้

สถานภาพของทุ่งคาฮาเบอร์หลายปีมานี้มีลักษณะคล้าย ๆ กันกับปิคนิคในช่วงเกิดวิกฤติการณ์ ชื่อเสียงของหุ้นทุ่งคาฮาเบอร์ถูกวางอยู่ในตำแหน่ง ‘หุ้นปั่น’ มาแต่ไหนแต่ไร โดยมักมีผู้เล่นข่าวราคาทองคำเชื่อมโยงไปยังแหล่งแร่ทองคำที่ทุ่งคำถือสัมปทานอยู่ที่จังหวัดเลย ว่าเป็นสินค้าที่มีอนาคตสดใสของทุ่งคาฮาเบอร์ แต่ทุกครั้งที่หุ้นถูกจุดพลุขึ้นไปเร็วและแรง ก็จะตกลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงไม่แพ้กัน สุดท้ายผู้ถือหุ้นรายย่อยก็เจ็บกันถ้วนหน้า ผลของการเล่นหุ้นแบบนี้จึงทำให้ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สั่งหยุดซื้อขายหุ้นตัวนี้ และยังคงเครื่องหมาย SP (Trading Suspension : ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราว) และ NC (Non-Compliance : หลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน) หลักทรัพย์ของทุ่งคาฮาเบอร์เป็นปีที่สอง เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงฐานะการเงินและการดำเนินงานและยังไม่ได้นำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2556 และไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ต่อ ตลท.

หากยังไม่สามารถดำเนินการให้มีคุณสมบัติพ้นเหตุแห่งการเพิกถอนภายในระยะเวลา 4 ปี นับแต่ถูกเครื่องหมาย NC ในปีแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 อาจทำให้หลักทรัพย์ของทุ่งคาฮาเบอร์ถูกเพิกถอนออกไปจากตลาดหุ้นได้

รวมถึงหนี้สินท่วมตัวกับเจ้าหนี้หลายแห่ง จนเป็นเหตุให้ทุ่งคาฮาเบอร์ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2556 ตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว

วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับทุ่งคาฮาเบอร์และทุ่งคำอาจจะกลายเป็นโอกาสอันงดงามของใครหลายคนก็เป็นได้ หากดูที่รูปแบบการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นเพื่อดำเนินธุรกิจของปิคนิค ที่สร้างความขัดแย้งของผลประโยชน์ขึ้นมา เพื่อรักษาสถานภาพการต่อรองผลประโยชน์ให้ดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน ซึ่งเป็นรูปแบบที่กำลังลุกลามเข้ามาในทุ่งคาฮาเบอร์และทุ่งคำอยู่ในขณะนี้

ตราบใดที่ความทุกข์ยากและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ไม่ได้เกิดจากน้ำมือตัวเอง แต่ก่อเกิดจากความขัดแย้งของผลประโยชน์ในตลาดหุ้นที่บงการชีวิตเรา จึงไม่แปลกใจแต่อย่างใดและเป็นความชอบธรรมอย่างยิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย จะก่อกำแพงชุมชนปิดกั้นถนนเพื่อป้องกันสารเคมีมีพิษที่ขนใส่รถบรรทุกเข้ามายังโรงประกอบโลหกรรมเพื่อแต่งแร่และถลุงแร่ทองคำบนภูทับฟ้า

แต่ผลตอบแทนที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากคดีความที่ทุ่งคำฟ้องอาญาและแพ่ง ในคดีแรกฟ้องให้ติดคุกและเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท บวก 10 ล้าน ทุกวันจนกว่ากำแพงชุมชนจะถูกพังทลายลงไป กับชาวบ้าน 14 คน คดีที่สองฟ้องให้ติดคุกและเรียกค่าเสียหาย 70 ล้านบาท กับชาวบ้าน 13 ราย จากการก่อกำแพงขึ้นใหม่เป็นครั้งที่สอง หลังจากของเดิมถูกผู้สวมไอ้โม่งปิดหน้าพังทลายลงไปในยามวิกาล ซึ่งรายชื่อส่วนใหญ่มีชื่อถูกฟ้องในคดีแรกด้วย และคดีที่สามกำลังจะตามมาจากการก่อกำแพงขึ้นใหม่เป็นครั้งที่สาม หลังจากกำแพงที่ถูกสร้างในครั้งที่สองถูกพังทลายลงไปโดย นายก อบต.เขาหลวง สั่งการ

อ้างอิง1
พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการและกรรมการบริหารบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 และลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552

ในส่วนของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2551 และลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552

อ้างอิง 2
แอสเซ็ท หรือบริษัท แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำกัด จดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ต่อมาในวันที่ 21 มกราคม 2551 แจ้งเพิ่มทุนเป็น 200 ล้านบาท โดยทะเบียนผู้ถือหุ้นบริษัทแจ้งว่านายธรรมนูญเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 19,999,940 หุ้น ๆ ละ 10 บาท เป็นจำนวนเงิน 199,999,400 บาท คิดเป็นร้อยละ 99.99 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 ทะเบียนผู้ถือหุ้นบริษัทแจ้งว่านายธรรมนูญได้ลดสัดส่วนหุ้นเหลือไว้เพียง 10,199,600 หุ้น เป็นจำนวนเงิน 101,996,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 51 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งก็คือจำนวน ‘หุ้นพิพาท’ ระหว่างนางวิมลรัตน์กับ พล.ต.ท.สมยศ นั่นเอง

เอกสารอ้างอิง (ทุกรายการสืบค้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2556)

เปิดคำพิพากษาศาลสั่ง พล.ต.อ.สมยศ-พวก คืนหุ้น “เมียชัจจ์” 101 ล้าน.

ข้อมูลออนไลน์ http://www.isranews.org/investigate/item/18755-คำพิพากษา.html

ผ่าปมขัดแย้งคดีโอนหุ้น 101 ล้าน “ชัจจ์-สุริยา-สมยศ” เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด?.

ข้อมูลออนไลน์ http://www.isranews.org/investigate/item/18016-ชัจจ์-สุริยา-สมยศ.html

เปิดรายชื่อผู้ถือหุ้น “แอสเซ็ท มิลเลี่ยน” ชนวนแตกหัก “ชัจจ์-สมยศ-สุริยา”.

ข้อมูลออนไลน์ http://www.isranews.org/investigate/item/18258-three-man.html

“สมยศ” ซัด “ชัจจ์” ส่อซุกเมีย-เงินปล่อยกู้ 232 ล้าน ชงประธาน ป.ป.ช. สอบแจ้งเท็จ?.

ข้อมูลออนไลน์ http://www.isranews.org/investigate/item/18059-“สมยศ”ซัด“ชัจจ์”ส่อซุกเมีย-เงินปล่อยกู้-232-ล้าน-ชงประธาน-ป-ป-ช-สอบแจ้งเท็จ.html

แลกคนละหมัด! เมีย “ชัจจ์” เล่านาที “สมยศ” พาตำรวจ 30 คน บุกยึด “เวิลด์แก๊ส”.

ข้อมูลออนไลน์ http://www.isranews.org/investigate/item/18073-แลกคนละหมัด-เล่านาที.html

กลุ่ม พล.ต.อ.สมยศ ฟ้องอาญา “เมียชัจจ์-พวก” 2 คดีรวด ซัดปลอมใบโอนหุ้น 101 ล้าน.

ข้อมูลออนไลน์ http://www.isranews.org/investigate/investigative-01/item/18287-สมยศฟ้องอาญา-เมียชัจจ์.html

InfoQuest News – กลุ่มสมยศยึดปิกนิก.

ข้อมูลออนไลน์ http://itrading.bualuang.co.th/th/list-tb.php?width=821&height=500&menuid=23&content=newtoday&contentid =1840236

“เวิลด์แก๊ส” ฮุบ “ปิคนิค” กรุงไทย-ยูโอบีไฟเขียวแผนฟื้นฟูกิจการ.

ข้อมูลออนไลน์ http://www.thairath.co.th/content/eco/335514

Views All Time
Views All Time
129
Views Today
Views Today
2


About the Author



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Back to Top ↑