กรณี เหมืองทอง เลย thaingo101056-1

Published on October 10th, 2013 | by admin

0

‘ผีโม่แป้ง’ รายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย

ชื่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบ: เหมืองทองเลย

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์
29 กันยายน 2556

ก่อนหน้าที่ตำรวจพร้อมกองกำลังผสมที่เป็นพนักงานบริษัท จำนวน 700 นาย ทำการปิดกั้นประชาชนผู้เห็นต่างในนาม ‘กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด’ ไม่ให้เข้าร่วมเวทีพับลิก สโคปปิ้ง เพื่อกำหนดขอบเขตในการจัดทำร่างรายงาน EHIA เพื่อประกอบการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ ทองแดงและเงิน แปลงที่ 76/2539 ต.นาโป่ง อ.เมือง จ.เลย ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด (“ทุ่งคำ”) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2555 โดยกองกำลังตำรวจผสมทหาร อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) และพนักงานบริษัท จำนวนมากกว่า 1,000 นาย ทำการปิดกั้นประชาชนผู้เห็นต่างในนามกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดไม่ให้เข้าร่วมเวทีพับลิก สโคปปิ้ง เพื่อกำหนดขอบเขตในการจัดทำร่างรายงาน EHIA เพื่อประกอบการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำและเงิน แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ของทุ่งคำเช่นเดียวกัน

สิ่งที่กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดเห็นต่างและมีเหตุผลในการคัดค้านการขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) พื้นที่ประมาณ 291 ไร่ โดยได้ทำจดหมายถึงหน่วยงานราชการทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นก่อนวันจัดเวทีดังกล่าว และเตรียมนำข้อมูลไปแสดงต่อที่ประชุมพับลิก สโคปปิง ในวันที่ 25 ธันวาคม 2555 ด้วย ก็คือว่า ณ บริเวณที่เป็นภูเหล็ก ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับแปลงประทานบัตรบนภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน ที่กำลังดำเนินการทำเหมืองและประกอบโลหกรรม (แต่งแร่และถลุงแร่) แร่ทองคำและทองแดง อยู่ในเวลานี้ มีลักษณะภูมินิเวศเป็นภูเขาลูกโดดชายขอบเทือกเขาเพชรบูรณ์ฝั่งตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 500 เมตร ถือว่าเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหรือป่าน้ำซับซึม ตามมาตรา 6 จัตวา(อ้างอิง 1 ) แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 (“กฎหมายแร่”) ดังนั้น การดำเนินการตามคำขอประทานบัตรที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) สมควรถูกยกเลิกหรือยุติลง เนื่องจากจะต้องคำนึงถึงการสงวนหวงห้ามเอาไว้ก่อนเป็นอันดับแรก มิใช่นำพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมดังกล่าวมาขอประทานบัตรเพื่อออกประทานบัตรได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม หรือใช้ประโยชน์อื่นใดในที่ดินในพื้นที่นั้น

ประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ว่าให้กระทรวงอุตสาหกรรมชะลอการขยายพื้นที่ใหม่หรือการขอประทานบัตรของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด แปลงที่ 104/2538 และแปลงอื่น ๆ ไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อสรุปของ ‘สาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน’ และให้จัดทำผลการประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ทั้งนี้ เนื่องจากข้อเท็จจริงในการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำบริเวณโดยรอบเหมืองดังกล่าวหลายครั้ง ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2547 – 2549 พบว่ามีสารหนู แคดเมียมและแมงกานีส เกินเกณฑ์มาตรฐาน และผลการตรวจวิเคราะห์ครั้งล่าสุดในปี พ.ศ.2553 พบว่ามีธาตุเหล็ก ตะกั่ว แคดเมียม ในบางจุดเกินเกณฑ์มาตรฐาน แต่สารไซยาไนด์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยยังไม่มีข้อสรุปของแหล่งที่มาและสาเหตุของสารปนเปื้อนที่ชัดเจน ประกอบกับราษฎรในพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะระงับการขอขยายพื้นที่ใหม่หรือการขอประทานบัตรของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด แปลงที่ 104/2538 และแปลงอื่น ๆ ไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อสรุปในเรื่องต่าง ๆ ที่ชัดเจน

แผนที่แสดงลำห้วย ลำราง ป่าน้ำซับซึม

ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด

ขอขอบคุณแผนที่ฉบับนี้ โดย วัชราภรณ์ วัฒนขำ และประชาชนจากหลายหมู่บ้าน

ในเขต ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ที่ร่วมกันจัดทำขึ้นมา. มีนาคม 2555

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวอีกว่า ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ตรวจสอบสารปนเปื้อน ดำเนินการตรวจสอบสารปรอทด้วย เนื่องจากมีการพบว่ามีปริมาณสารปรอทสูงมากเมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่นในสภาพปกติ

แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดทั้งส่วนราชการและผู้ประกอบการกระตือรือร้นที่จะหาข้อสรุปของแหล่งที่มาและสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อนตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม กลับมีการเล่นแร่แปรธาตุขึ้นมาแทน โดยเอาความทุกข์ร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาและผลกระทบมาหาผลประโยชน์ ด้วยการออกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้กับผู้ประกอบการที่ไม่สามารถดำเนินการขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ในเวลานั้นได้ ด้วยการรายงานผลการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำผิวดิน น้ำบาดาลและดินในบริเวณทำเหมืองทองคำที่ภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน และบริเวณใกล้เคียงโดยรอบ ให้คณะรัฐมนตรีทราบว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อที่จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการดำเนินการขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ได้ ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ไม่ตรงประเด็น

ไม่เพียงเท่านี้ ก่อนหน้านี้ มีกระบวนการ ‘ผีโม่แป้ง’ เพื่อที่จะทำให้พื้นที่บริเวณที่ยื่นคำขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ไม่เป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธารหรือป่าน้ำซับซึม ตามมาตรา 6 จัตวา ของกฎหมายแร่ ด้วยการจัดทำรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตร โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญ ดังนี้

1. รายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) พบว่ามีข้อความที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นเท็จ กล่าวคือรายละเอียดที่ระบุไว้ในข้อ 2. – 5. ของรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรฯ ดังกล่าว ระบุว่าไม่พบทางน้ำสาธารณะ ในพื้นที่คำขอประทานบัตรแปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) และพื้นที่ในรัศมีระยะ 50 เมตร ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เนื่องจากว่า ในพื้นที่คำขอประทานบัตรแปลงดังกล่าว และพื้นที่ในรัศมีระยะ 50 เมตร พบทางน้ำสาธารณะหลายเส้นทางที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน โดยทางน้ำสาธารณะมีลักษณะเป็นน้ำซับน้ำซึม ลำราง ลำห้วยสำคัญที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของประชาชนหลายชุมชนหมู่บ้าน โดยลำห้วยลำรางเหล่านี้ไหลลงห้วยเหล็กและลำน้ำฮวย ก่อนจะไหลลงแม่น้ำเลยต่อไป (ดูแผนที่แสดงลำห้วย ลำราง ป่าน้ำซับซึม ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในบทความนี้ และเอกสารแนบ รายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตร ท้ายบทความนี้)

2. เนื่องจากรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรดังกล่าวเป็นเอกสารตั้งต้นของกระบวนการและขั้นตอนในการอนุญาตให้ประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ รวมทั้งเกี่ยวข้องโดยตรงต่อกระบวนการและขั้นตอนในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ดังนั้น เมื่อเอกสารสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการและขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดมีข้อความเป็นเท็จหรือผิดไปจากข้อเท็จจริง จึงทำให้กระบวนการและขั้นตอนเกี่ยวกับการอนุญาตให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ ตลอดจนกระบวนการและขั้นตอนของการจัดทำรายงาน EHIA เท็จหรือผิดตามไปด้วย

แต่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น ผู้ประกอบการและบริษัทที่ปรึกษา กลับละเลยเพิกเฉยหรือไม่ใส่ใจในเรื่องดังกล่าว โดยยังคงดื้อรั้นจัดเวทีพับลิก สโคปปิง เพื่อจัดทำรายงาน EHIA ประกอบการขอประทานบัตรแปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ต่อไป แทนที่จะแก้ไขรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรให้ถูกต้องเสียก่อน

3. หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการและบริษัทที่ปรึกษา ที่ร่วมมือในการจัดเวทีพับลิก สโคปปิ้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2555 ดังกล่าว ไม่สามารถอ้างได้ว่าการจัดทำเวทีดังกล่าวนั้นเป็นคนละขั้นตอนกับการขออนุญาตประทานบัตร เพราะว่าในระเบียบของการอนุญาตประทานบัตรนั้นต้องมีการจัดทำรายงาน EHIA ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพื่อนำมาใช้เป็นเอกสาร/หลักฐานสำคัญในการที่จะได้รับอนุมัติ/อนุญาตประทานบัตร

ซึ่งการจัดเวทีพับลิก สโคปปิง ดังกล่าวนั้น เป็นขั้นตอนแรกสุดของการจัดทำรายงาน EHIA ส่วนการจัดทำรายงาน EHIA ก็อยู่ในขั้นตอนที่ 2 ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังจากที่ต้องจัดทำรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่ 1 ของทั้งหมด 8 ขั้นตอน ของขั้นตอนดำเนินการอนุญาตประทานบัตร กรณีโครงการที่อาจเกิดผลกระทบรุนแรง ตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ (ดูภาพแผนผัง-ขั้นตอนดำเนินการอนุญาตประทานบัตร กรณีโครงการที่อาจเกิดผลกระทบรุนแรง ตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ในบทความนี้)

ดังนั้น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการและบริษัทที่ปรึกษา หรือคณะผู้ร่วมจัดทำเวทีพับลิก สโคปปิง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2555 จะอ้างไม่ได้ว่าการจัดทำเวทีพับลิก สโคปปิง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2555 เพื่อจัดทำรายงาน EHIA กับขั้นตอนดำเนินการอนุญาตประทานบัตรไม่เกี่ยวข้องกัน

อธิบายภาพแผนผัง ภาพแผนผังนี้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อขอประทานบัตรตามกฎหมายแร่ ที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำขึ้นมาเพื่อวางแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายแร่แก่เจ้าพนักงานและผู้ลงทุนในการยื่นขอสิทธิทำเหมืองแร่ เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เข้าถึงได้ที่ http://www.dpim.go.th/pr/article?catid=42&articleid+2377

ในภาพแผนผังนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า การรังวัดปักหมุดเขตเหมืองแร่ และการจัดทำรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตร (ในภาพแผนผังนี้ เขียนย่อว่า “รังวัด+ไต่สวนฯ”) อยู่ในขั้นตอนที่ 1. ส่วนการจัดทำเวที Public scoping เพื่อจัดทำรายงาน EHIA อยู่ในขั้นตอนที่ 2. ของทั้งหมด 8 ขั้นตอน

ถึงแม้ในรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตร จะมีใบแทรกแนบท้ายใบไต่สวนฯ มาด้วย โดยทำการไต่สวนเพิ่มเติมว่าพื้นที่ที่ขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ประมาณ 291 ไร่ อยู่ในพื้นลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และ 1 บี ก็ตาม ผลของมันก็ไม่สามารถหักล้างการไต่สวนเท็จที่ปรากฏอยู่ในข้อ 2. – 5. ในรายงานการไต่สวนฯ ตามที่กล่าวมาแล้วได้ เนื่องจากว่าแหล่งต้นน้ำลำธารหรือป่าน้ำซับซึม ตามมาตรา 6 จัตวา ของกฎหมายแร่ มีความหมายกว้างและแสดงให้เห็นถึงความหมายของระบบน้ำผิวดินและใต้ดินที่สัมพันธ์กับระบบนิเวศป่าไม้มากกว่าคำว่าชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ที่มีความหมายในเรื่อง ‘การจัดการพื้นที่ลาดชัน’ เป็นหลัก ด้วยสมมติฐานอันคับแคบว่าพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงจะเป็นที่อยู่ของต้นน้ำเท่านั้น

ซึ่งขัดกับหลักธรรมชาติที่กำเนิดต้นน้ำมาจากภูมินิเวศอันหลากหลาย เช่น ภาคเหนือของไทยต้นน้ำอาจจะมาจากภูเขาสูง แต่ในภาคอีสานของไทยต้นน้ำส่วนใหญ่มักเกิดจากบริเวณที่ราบลอนคลื่น หรือที่ราบสลับโคกเนิน ซึ่งเป็นภูเขาลูกเตี้ย ที่มีความลาดชันต่ำกว่าภูเขาสูงบริเวณภาคเหนือของไทย หรือบางท้องที่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย ไม่จำเป็นต้องเกิดภูเขาสูง ในที่ราบลุ่มก็เป็นบ่อเกิดของต้นน้ำ โดยมีลักษณะตาน้ำ น้ำผุด น้ำออกรู น้ำซับซึม ฯลฯ ได้เช่นเดียวกัน

นี่คือกระบวนการผีโม่แป้ง ด้วยการจัดทำรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำและเงิน แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ให้เป็นเท็จ เพื่อทำลายความเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหรือป่าน้ำซับซึมให้ราบคาบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการดำเนินการขอประทานบัตรได้

ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่รายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ เงินและทองแดง แปลงที่ 76/2539 ต.นาโป่ง อ.เมือง จ.เลย จะมีผีไปรับจ้างโม่แป้งด้วยเช่นเดียวกัน

ภาพที่หนึ่ง ภาพถ่ายแสดงลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของคำขอประทานบัตรที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก)

คัดลอกจากเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping) โครงการเหมืองแร่ทองคำ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด คำขอประทานบัตร 104/2538 หน้า 6. 25 ธันวาคม 2555

บรรยายภาพที่หนึ่ง นอกจากเป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม ตามมาตรา 6 จัตวา ของกฎหมายแร่แล้ว คำขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก) ยังเป็นพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 เอ และ 1 บี ตามที่ระบุไว้ในรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรแปลงดังกล่าวอีกด้วย

ภาพที่สอง ภาพถ่ายแสดงลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของพื้นที่คำขอประทานบัตรที่ 76/2539

คัดลอกจากเอกสารรายละเอียดโครงการเหมืองแร่ทองคำ ทองแดง และเงิน คำขอประทานบัตรที่ 76/2539 และขั้นตอนการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) หน้า 5. เอกสารประกอบเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.1 หรือพับลิก สโคปปิง) โครงการเหมืองแร่ทองคำ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด คำขอประทานบัตร 76/2539. 8 กันยายน 2556

บรรยายภาพที่สอง บริเวณพื้นที่คำขอประทานบัตรที่ 76/2539 และ 77/2539 มีลักษณะเป็นเนินเขาลูกเตี้ยชายขอบเทือกเขาเพชรบูรณ์ฝั่งตะวันออก ที่แสดงถึงความเป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม ตามมาตรา 6 จัตวา ของกฎหมายแร่ อย่างชัดเจน เพราะเป็นพื้นที่รับน้ำ มีลำห้วย ลำราง ทางน้ำ ไหลผ่าน นอกจากนั้น พื้นที่นี้ยังมีความสำคัญต่อระบบน้ำใต้ดิน เพราะเป็น Recharge Area หรือพื้นที่รับน้ำเพื่อเติมน้ำลงไปใต้ดิน เพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มต่ำต่อไป

………………………………….

อ้างอิง 1 มาตรา 6 จัตวา เพื่อประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดพื้นที่ใดที่มิใช่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม ที่ได้ทำการสำรวจแล้วปรากฏว่ามีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อออกประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรได้เป็นอับดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในที่ดินในพื้นที่นั้น แต่ทั้งนี้ให้คำนึงถึงผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วย

Views All Time
Views All Time
124
Views Today
Views Today
2


About the Author



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

Back to Top ↑